ทฤษฎีใหม่

โครงการต้นแบบ วัดชัยมงคลพัฒนา จ.สระบุรี

โครงการต้นแบบ วัดชัยมงคลพัฒนา จ.สระบุรี

ย้อนกลับไปในปี พ.ศ. 2531 ทรงมีพระราชกระแสให้กรรมการมูลนิธิชัยพัฒนา พิจารณาจัดซื้อที่ดินที่ติดกับวัดมงคล ใน จ. สระบุรี (รวมกับที่ดินซึ่งมีผู้น้อมเกล้าฯ ถวาย) สำหรับนำมาพัฒนาวิธีทำการเกษตรในชื่อ “โครงการพัฒนาพื้นที่บริเวณวัดมงคลชัยพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ” ต่อมาเมื่อเสด็จกลับจากเยี่ยมราษฎรใน จ. กาฬสินธุ์ในปี พ.ศ. 2535 จึงได้ซื้อที่ดินเพิ่มและพัฒนาเป็นศูนย์สาธิตการดำเนินเกษตรทฤษฎีใหม่อย่างเป็นรูปธรรม สามารถให้เกษตรกรนำไปประยุกต์ใช้ปฏิบัติในพื้นที่ของตนได้อย่างมีประสิทธิภาพและพึ่งพาตนเองได้

“ได้ดูแผนที่สระบุรีทุกอำเภอ หาๆ ไป ลงท้ายเจอวัดชื่อมงคล (ภายหลังพระราชทานชื่อว่าวัดมงคลชัยพัฒนา) อยู่ห่างจากอำเภอเมือง 10 กิโลเมตร แล้วก็เหมาะในการพัฒนา จึงไปซื้อที่… 15 ไร่ ที่ใกล้วัดมงคล… ทำเป็นศูนย์บริการ… โครงการนี้ใช้เงินของมูลนิธิชัยพัฒนาส่วนหนึ่ง ใช้เงินของทางราชการส่วนหนึ่ง โดยวิธีขุดบ่อน้ำเพื่อใช้น้ำมาทำการเพาะปลูก… ซึ่ง (ขณะนั้น) ทฤษฎีใหม่ยังไม่เกิด พอดี… มือดี ขุดน้ำมีน้ำ… ลงท้ายก็สามารถปลูกข้าว แล้วก็ปลูกผักปลูกไม้ยืนต้น ไม้ผล

ต่อมาก็ได้ซื้อที่อีก 30 ไร่ ก็กลายเป็นศูนย์พัฒนา หลักมีว่าแบ่งที่ดินเป็นส่วน 3 ส่วน หนึ่งเป็นที่สำหรับปลูกข้าว อีกส่วนหนึ่งสำหรับปลูกพืชไร่ พืชสวน และก็มีที่สำหรับขุดสระ ดำเนินการไปแล้ว ทำอย่างธรรมดา อย่างชาวบ้าน ในที่สุด ได้ข้าวและได้ผัก ขายข้าวกับผักมีกำไร 2 หมื่นบาทต่อปี หมายความว่าโครงการนี้ใช้งานได้ เมื่อใช้งานได้ก็ขยายโครงการ ทฤษฎีใหม่นี้โดยได้ทำที่อื่น (อ. เขาวง จ. กาฬสินธุ์)”
(พระราชดำรัส, 4 ธันวาคม พ.ศ. 2537)

ที่มาของการจัดสัดส่วนพื้นที่ตามทฤษฎีใหม่ของพระองค์นั้นเริ่มต้นจากพื้นฐานที่ว่า โดยทั่วไปแล้วเกษตรกรรายย่อยถือครองที่ดินประมาณ 15 ไร่ ถ้าจะปลูกข้าวให้ได้ผลผลิตพอกินในครัวเรือนตลอดทั้งปี เกษตรกรควรทำนา 5 ไร่ และถ้าต้องการปลูกพืชไร่พืชสวนอีก 5 ไร่เพื่อบริโภคหรือขาย ก็จำเป็นต้องมีน้ำสำรองไว้ใช้ในฤดูแล้งประมาณ 10,000 ลูกบาศก์เมตร ดังนั้นถ้าขุดสระน้ำลึก 4 เมตร ในพื้นที่ 3 ไร่ จะจุน้ำได้ประมาณ 19,000 ลูกบาศก์เมตร ซึ่งเพียงพอสำหรับใช้ในฤดูแล้ง พระองค์จึงทรงตั้งเป็นสูตรคร่าวๆ ไว้ว่า