หลักแนวคิด

แนวคิดแรก “รู้จักพอคือความสุขที่แท้จริง”

เคยคิดกันบ้างไหมครับ เวลาเราอยากได้อะไร เมื่อเราได้มันมาแล้ว กลับรู้สึกเฉย ๆ และในใจก็อยากได้อีก อยากได้ของใหม่ อยากได้มือถือรุ่นใหม่ อยากได้รถคันใหม่ อยากไปเที่ยวต่างประเทศอีกครั้ง ทั้ง ๆ ที่สิ่งเหล่านั้นไม่จำเป็นเลย เพราะมือถือเครื่องเก่าก็ยังใช้ได้ รถคันเก่าก็ยังขับได้ไม่มีปัญหา หรือการไปเที่ยวต่างประเทศก็ไม่จำเป็นมากนัก หรือเพิ่งไปเที่ยวมาแต่กลับอยากไปอีก สิ่งเหล่านี้คือ “อารมณ์ของความอยาก” เมื่อเราได้มาแล้วมันก็เติมไม่เต็ม พอเราได้สิ่งที่อยากแล้ว อารมณ์ที่ตามมาคือ “เฉย ๆ” ทำให้เราอยากได้อีกไปเรื่อย ๆ ไม่จบ

สำหรับคำสอนของพ่อหลวงที่ให้เราพอเพียง หมายถึง ให้เรากำจัดความอยากส่วนเกินออกไป ถ้าเรารู้สึกเติมไม่เต็มลองหันไปมองดูคนที่ขาดโอกาสเหมือนเรา ไม่มีเงินพอจะไปซื้อสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ เหมือนกับเรา เพียงแค่มีข้าวกินอิ่มท้องก็ทำให้เขาเหล่านั้นพอใจมากแล้ว คิดได้แบบนี้ความอยากก็จะทำอะไรใจเรายากขึ้น ทำให้เรารู้สึกพอเพียง เมื่อเราพอ เราก็ไม่ต้องจ่ายส่วนเพิ่ม และนั่นทำให้เราประหยัดเงินได้มากโข นำเงินที่เหลือเก็บไปต่อยอดให้งอกเงยเพื่ออนาคตของเราได้อีกต่างหาก

แนวคิดที่สอง “การประหยัดนั้นถ้าทำกันเยอะ ๆ จะทำให้โลกใบนี้น่าอยู่ขึ้น”

ทำไมการประหยัดนั้นถ้าทำกันเยอะ ๆ จะทำให้โลกใบนี้น่าอยู่ขึ้น ? นั่นก็เพราะถ้าเราประหยัดเราจะใช้ทรัพยากรน้อยลง ยกตัวอย่างเช่น ยาสีฟันที่เราบีบใช้ จนเหลือก้นหลอด หลายคนขี้เกียจบีบยาสีฟันก้นหลอด ก็จะทิ้งขว้างไปทั้ง ๆ ที่ยังมียาสีฟันเหลืออยู่ บางคนอาจคิดว่าแค่เรื่องเล็ก ๆ ไม่เห็นจะเสียหายตรงไหน แต่ลองคิดดูครับว่า ถ้าน้ำหนักยาสีฟันก้อนหลอดเหลือซัก 1 กรัม คนไทยที่ใช้ยาสีฟัน 60 ล้านคน ไม่ยอมใช้ให้หมดเพราะขี้เกียจบีบยาสีฟันก้นหลอดนั้น เท่ากับวัน ๆ หนึ่งจะมียาสีฟันเหลือทิ้งกว่า 60 ล้านกรัมทีเดียว แบบนี้มันเยอะไม่ใช่เล่นเลยนะครับ

พ่อหลวงของเราได้ทำสิ่งนี้เป็นตัวอย่าง เพราะพระองค์ท่านประหยัดใช้ แม้แต่ของเล็ก ๆ สิ่งที่เราใช้ในชีวิตประจำวัน พระองค์ท่านทำให้เป็นตัวอย่างกับเรา ให้เราเห็นจากการกระทำ การที่เราใช้ของอย่างประหยัด ลำพังคน ๆ เดียวอาจไม่เกิด Impact อะไรมากมาย แต่ถ้าทำเป็นล้านคน เป็นสิบล้านคน จะช่วยประหยัดทรัพยากรธรรมชาติได้มากมายแค่ไหน และนั่นจะทำให้โลกดีขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย ทำให้เราใช้ทรัพยากรน้อยลง เหลือไว้ให้ลูกหลานได้ใช้อีกหลายรุ่นจะดีกว่าครับ

แนวคิดที่สาม “การประหยัดจะเป็นหลักประกันของครอบครัว”

สำหรับอานิสงค์ของความประหยัดนั้นไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะตัวเราเพียงอย่างเดียว หากเรามีครอบครัวที่ต้องดูแล การประหยัดจะเป็นหลักประกันของครอบครัวได้อีกด้วย เพราะถ้าเรากินอยู่ ใช้จ่ายอย่างไม่ฟุ่มเฟือย ก็จะทำให้ภาระค่าใช้จ่ายในบ้านน้อยลง มีเงินเหลือเก็บมากขึ้น และยิ่งเราสามารถนำเงินไปลงทุนต่อยอดให้งอกเงยได้ ยิ่งเป็นผลดีต่อครอบครัว ในทางกลับกัน หากเราใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือย ไม่คิดหน้าคิดหลัง รูดบัตรเครดิต แล้วไปจ่ายขั้นต่ำโดยไม่จำเป็น หรือไปกู้เงินเพื่อซื้อสิ่งที่ไม่จำเป็น สิ่งนี้นอกจากจะไม่เป็นผลดีแล้วยังอาจเป็นระเบิดเวลาได้ ถ้าเราต้องตกงาน ขาดรายได้ ก็จะทำให้ลำบากในภายหลัง