ทฤษฎีใหม่

เมื่อกลยุทธ์ทางการตลาดกับการบริหารปฏิบัติการไม่สอดคล้องกัน

อย่างไรก็ตามการเอารายได้เฉลี่ยของคนไทยที่ยากจนที่สุด 20% มาเปรียบเทียบ กับเงินเดือนขั้นต่ำปริญญาตรี เงินเดือนผู้พิพากษาศาลชั้นต้น และเงินเดือน+ค่าตอบแทนผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์นั้นเป็นคนละเรื่องกันและไม่ควรจะนำมาเปรียบเทียบเพราะไม่ยุติธรรมหรือไม่แฟร์ เป็นการมุ่งหมายที่จะโจมตีสถาบันตุลาการมากเกินไปหรือไม่?

ทำไมการเปรียบเทียบดังกล่าวจึงไม่ยุติธรรม

ประการแรก เราไม่สามารถนำสิ่งที่เป็นคนละเรื่องมาเปรียบเทียบกัน การเปรียบเทียบต้องทำบนฐานหรือสิ่งที่มีฐานเดียวกัน อย่างที่เรียกว่า comparison on the same basis หรืออย่างที่ฝรั่งบอกว่าอย่าเอากล้วยมาเปรียบเทียบกับแอปเปิ้ล คนไทยที่ยากจนที่สุด 20 % นั้นอาจจะว่างงาน พิการ หรือ ไม่มีการศึกษาสูงพอที่จะได้รับรายได้ที่สูงพอ อันที่จริงเป็นหน้าที่ของรัฐที่จะพัฒนาคนเหล่านี้ให้มีงานทำ มีการศึกษา มีรายได้ที่ดีขึ้น แต่ไม่ใช่จะไปสงเคราะห์แบบให้เปล่า แต่ถ้าจำเป็นก็ต้องทำ เพราะเป็นคนไทยเหมือนกัน และนี่ไม่ใช่ความเหลื่อมล้ำ (Disparity) เพราะโลกนี้ไม่มีอะไรที่เท่ากันไปหมด ถ้าจะเท่ากันหมดคือความเท่าเทียม (Equality) ก็จะไม่ยุติธรรม (Justice) อีกอยู่ดี ระบบหารยาวแบบคอมมิวนิสต์ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง เพราะจะทำให้คนขี้เกียจและไม่ขวนขวายในการพัฒนาตัว ถ้าเช่นนั้นกรรมกรหรือคนว่างงานจะได้เงินเท่ากับตุลาการก็คงไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้อง

ประการที่สอง หลักการเรื่องการจ่ายเงินให้เท่ากันกับงานที่เหมือนกัน นั้นเป็นหลักสากล (Equal pay for equal job) และโดยปกติการบริหารทรัพยากรมนุษย์ (Human resource management) ต้องมีการตีค่างาน (Job evaluation) ซึ่งมีวิธีการมากมายไม่ว่าจะเป็น point method หรือ ranking หรือ Hay’s guide chart เพื่อให้ได้ค่าของงาน (Job worth) อันนำไปสู่การวางโครงสร้างค่าจ้างเงินเดือน ที่เหมาะสมกับค่างาน งานแต่ละงานมีค่าไม่เท่ากัน การตีค่างานและจ่ายค่าตอบแทนให้เหมาะสมสอดคล้องกันเป็นหลักการทั่วไปในการบริหารทรัพยากรมนุษย์ หากให้ค่าตอบแทนเท่าๆ กันหมดไปทุกงาน โลกนี้ก็คงไม่มีใครอยากเรียนหนังสือ ค้นคว้าหาความรู้ หรือฝึกฝนตนเองจนมีความรู้ ความสามารถ ทักษะ ความชำนาญ มากขึ้นไป ในกรณีของผู้พิพากษานั้นต้องเรียน นิติศาสตร์บัณฑิต แล้วสอบเนติบัณฑิตไทยผ่าน จึงมาสอบผู้พิพากษาให้ผ่าน แล้วจึงเป็นผู้ช่วยผู้พิพากษาก่อน โดยมีผู้พิพากษาอาวุโสเป็น mentor หรือเป็นครูสอนงานอีกเป็นปี กว่าจะได้เป็นผู้พิพากษามาตัดสินชีวิตคนได้ ทำงานในพระปรมาภิไธยได้ก็ใช้เวลานานพอสมควร เป็นงานที่ใช้ความรู้เฉพาะกว่าจะทำงานนี้ ถ้าอย่างนั้นเงินเดือนเท่าๆ กับคนที่ไม่มีความรู้ จะเอาใครก็ได้มาเป็นผู้พิพากษาก็คงไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้องแต่อย่างใด การวาดกราฟแบบนี้มีแต่จะก่อให้เกิดความแตกแยกในสังคม มากกว่าที่จะเกิดการพัฒนาสังคมให้ดีขึ้น

ประการที่สาม ผู้พิพากษา เป็นผู้ที่ต้องเที่ยงตรง ยุติธรรม ต้องมีรายได้ดีเพียงพอที่จะประคองเศรษฐฐานะ ไม่เช่นนั้นก็จะไปกินสินบาทคาดสินบน ขงจื้อบอกว่าต้องให้เงินผู้พิพากษาและผู้ดูแลความยุติธรรมให้สูงพอ ไม่เช่นนั้นคงมีคนไปวิ่งเต้นเส้นสายให้เงินผู้พิพากษากันมากมาย จนกระบวนการยุติธรรมเสียหาย ได้โดยง่าย เรื่องการจ่ายค่าตอบแทนให้ผู้พิพากษาค่อนข้างสูงนี้เป็นเรื่องทำกันโดยทั่วไปทั่วโลกเพื่อผดุงเกียรติ ศักดิ์ศรี และฐานะของผู้พิพากษาให้สามารถทำงานอย่างตรงไปตรงมาโดยสุจริตโดยอาศัยเพียงค่าตอบแทนจากทางราชการแต่ลำพังเท่านั้นก็ได้ ไม่ต้องให้ผู้พิพากษาไปทำมาหากินหรือค้าขายอย่างอื่น อันอาจจะนำไปสู่การทุจริตหรือเอนเอียงได้ง่ายในการตัดสินพิพากษาคดีต่างๆ

ประการสุดท้าย กราฟนี้ไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น จะไปลดเงินเดือนผู้พิพากษาลง หรือทำให้ประชาชนเกลียดชังสถาบันตุลาการขึ้นก็ไม่ได้มีประโยชน์อะไรกับสังคม การพัฒนาสังคมนั้นรัฐและผู้มีฐานะกว่าต้องพัฒนาคนด้อยโอกาสในสังคมให้เขาพัฒนาตนเองได้ มีการศึกษามีความรู้ ที่จะทำมาหากินเลี้ยงชีพชอบและยกระดับเศรษฐฐานะได้ หาใช่การกดคนที่ทำได้ดีด้วยความรู้ความสามารถของตนเองแล้วลงไปแต่อย่างใด

สิ่งที่อยากฝากก็คือ การอ่านกราฟและ infographic ต่าง ๆ ที่ดูสวยงามดี ใช่จะนำเสนอความจริงอย่างถูกต้องตรงไปตรงมาเสมอไปก็หาไม่ สิ่งที่โกหกที่สุดในโลกสามอย่างตามความเห็นคือ Benjamin Disraeli คือ สถิติ สถิติ และ สถิติ คนอ่านต้องพิจารณาอย่างดีก่อนที่จะหลงเชื่อไปเสียทั้งหมด